LINE@ คุณตาหินอ่อน >>> เพิ่มเพื่อน แชรฺ์ LINE >>>
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรยา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559

8 สูตรธรรมชาติ กำจัดหอยทากแบบเด็ดขาด

วิธีป้องกันคือ
1. อย่าปล่อยให้บ้าน หรือสวนรก สกปรก มีเศษใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้สุกเน่า เศษอาหาร ข้าวสุก หกหล่นอยู่ตามพื้น เป็นการหยุดสร้างแหล่งอาหารให้กับหอยทาก พอหอยทากขาดแหล่งอาหารมันก็จะอพยพ ย้ายไปหาแหล่งอาหารใหม่
2. ไม่ทำให้บ้าน สวน อับชื้น หมั่นดูแลตัดแต่งต้นไม้อย่าให้ร่มครื้นจนแดดส่องลงมาถึงพื้นดินไม่ได้ถึง พอพื้นดินได้รับแสงแดด หรือผนังบ้านโดนแดดก็จะสะสมความร้อนเอาไว้ หอยทนร้อนไม่ไหวก็จะถอยออกไป
3. เก็บหอยทากออกไปทิ้ง ในที่รกร้างข้างทาง อย่างน้อยเราก็เอาไปปล่อยในที่เขายังหาอาหารกินได้ เพราะหอยทากขยายพันธุ์เร็ว
http://pantip.com/topic/32404559
วิธีกำจัดหอย

สูตร 1 กากกาแฟ
นำกากกาแฟมาโรยไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถาง ความหยาบของกาแฟจะช่วยไม่ให้ทากเดินผ่านเข้าไปกินพืชผัก เพราะกากกาแฟจะติดลำตัวทาก
หากจะฉีดพ่นทางใบ ควรใช้กาแฟดำเข้มข้นผสมน้ำ อัตราส่วนเข้มข้น 1 ถ้วยต้องมีคาเฟอีนไม่ต่ำกว่า 1-2 % หากเจือจางน้อยก็คงเหมือนกับน้ำชาทั่วๆ ไป อาจไม่ตาย
สูตร 2 หินภูเขาไฟ ( Lava Rock)
หินภูเขาไฟ นำมาโรยไว้รอบๆ กระถางหรือแปลงผัก เพื่อป้องกันทาก และหอยทากได้ด้วย เพราะหินภูเขาไฟจะมีความหยาบมากๆ และมีแรงดึงดูดเหมือนแม่เหล็ก หากทากและหอยทากเดินผ่านมันจะหมดเรี่ยวแรงทันที
สูตร 3 สาหร่ายทะเล (Seaweed)
นำสาหร่ายไปตากแดดให้แห้ง และนำมาวางไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถาง ทาก และหอยทากจะไม่มาใกล้ เพราะสาหร่ายทะเลมีความเค็มอยู่ในตัว และเวลาแห้งแล้วมันจะหยาบๆ กรอบๆ ซึ่งหอยและทากมันไม่ชอบอะไรที่เค็มๆ หยาบๆ
สูตร 4 เปลือกไข่
นำเปลือกไข่ไปล้างให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาบี้ให้แตกเป็นชิ้นๆ เล็กๆ ไม่ให้ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป นำไปโรยไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถางต้นไม้ ให้วางหงายด้านในสีขาวๆของเปลือกไข่ขึ้น (ห้ามคว่ำเด็ดขาด) เพราะเปลือกไข่จะบางและคม บาดลำตัว นอกจากนี้ ในเปลือกไข่จะมีสาร แคลเซียมคาบอเนท calcium carbonate (CaCO3) สารตัวนี้จะละเหยออกมา ทำให้มันหันเหไปทิศทางอื่นทันที
สูตร 5 กระเทียม
กระเทียม มีธาตุกำมะถันสูง ที่สามารถต่อต้าน ขจัด ยับยั้ง และป้องกันสัตว์และแมลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ยุง เพลี้ย เห็บ หมัด เหา แมลงหวี่ ทาก และหอยทาก สัตว์พวกนี้จะมีประสาทสัมผัสเร็วต่อกลิ่น ถึง 10,000 เท่าของมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีกลิ่นของกระเทียม สัตว์พวกนี้จะไม่เข้าไปใกล้ จนกว่ากลิ่นจะหายหมดไป
โดยนำกระเทียมทั้งเปลือก 2-3 กำมือ มาตำให้ละเอียด นำไปแช่น้ำ 1 แกลลอน หรือ 16 ถ้วย (ตักเปลือกกระเทียมที่ลอยอยู่ทิ้งไป) แช่น้ำค้างคืนไว้ 1 คืนโดยไม่ต้องผสมสารจับใบอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะกระเทียมจะมีน้ำมันอยู่แล้วในตัว (หากลองทุบกระเทียมแล้วเอามือบี้ๆ ดูจะเห็นว่ามียางเหนียวๆ ข้นๆ ติดนิ้วมือมาด้วย และจะมีรสชาติเผ็ดร้อน) กรองน้ำกระเทียมด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำ แล้วนำไปฉีดพ่นตามใบผัก หรือฉีดพ่นตามกระถางต้นไม้ ให้รอบๆ กลิ่นของกระเทียมจะช่วยขับไล่ทาก,หอยทาก และแมลงต่างๆออกไปจากสวน
สูตร 6 ถ่าน
ถ่านที่ใช้หุง ต้ม กันทั่วไป โดยนำถ่าน มาตำ บด ให้เป็นผงๆ หยาบๆ ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วนำไปโรยรอบๆ กระถางต้นไม้ หรือรอบๆ แปลงผัก ทาก และหอยทากจะไม่เดินลุยผงถ่าน และถ่านที่ตากแดดไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง จะมีพลังงานกระแสไฟฟ้าด้วย เวลาทากและหอยมันเดินผ่านมันจะโดนถ่านดูด ลักษณะจะเหมือนโดนไฟดูด ทำให้ ทากและหอยมันเสียความทรงตัว มึนๆ แต่ไม่ถึงกับตาย
สูตร 7 ขี้แกลบ
เปลือกข้าวที่กะเทาะออกจากเมล็ดข้าว นอกจากจะใช้ทำปุ๋ยแล้ว ยังสามารถนำมาโรยไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถาง ใช้ป้องกันทาก และหอยทากได้อีกด้วย เมื่อทากและหอยทากเดินผ่าน ขี้แกลบจะติดลำตัวมันไปด้วย และเอาออกยาก มันจะไม่ชอบ
สูตร 8 ขี้เลื่อย
ขี้เลื่อย นำมาโรยรอบๆ กระถาง หรือแปลงผัก เพื่อป้องกันทาก และหอยทาก ไม่ให้เข้าไปกินพืชผักได้ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็น ฝุ่นๆ ผงๆ หยาบๆ แหลมคม เหล็ก โลหะ ทาก และหอยทากจะไม่ชอบ
ข้อมูล: มติชน
https://www.facebook.com/kasetInterChiangMai/posts/538000856397528

read more

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

5 สุดยอดพืชสมุนไพรธรรมชาติ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน??

  พืชสมุนไพรธรรมชาติหลายชนิดที่มีสรรพคุณในการออกฤทธิ์ต่อต้านและกำจัดสารพิษและเชื้อโรคต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย และยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ถอนพิษไข้ในร่างกาย ช่วยในกระบวนการล้างสารพิษในเลือด
กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ฟอกเลือดให้สะอาด ฟื้นฟูการทำงานของตับจากดื่มเหล้า สารเคมี สารปรุงแต่งจากอาหาร ทำให้รู้สึกสดชื่น ฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง
หมอรวบรวม 5 อันดับสมุนไพรที่ควรทานทุกวัน(ทานเป็นอาหาร)เพื่อกระตุ้นภูมิให้ร่างกายแข็งแรงมาฝากครับ
http://pantip.com/topic/32404559

 อันดับที่ 5 : น้ำมะนาว น้ำมะกรูด
เป็นยารสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้เสมหะในอกในคอ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว บำรุงเลือด ทำให้หายเสียงแหบแห้ง ระงับความร้อนในร่างกายได้ หยดลงในน้ำชาจีนอุ่นๆจิบเสมอๆ รู้สึกโล่งในลำคอและหลอดลม ป้องกันการเป็นหวัดได้ด้วย โบราณใช้ใบมะนาว 108 ใบ ต้มกินเป็นยากัดฟอกเสมหะ ล้างเสมหะในคอ และฟอกเลือดไม่เป็นความดันสูง

อันดับที่ 4 : ขมิ้น
เป็นสมุนไพรพื้นฐานที่ใช้รักษาอาการอักเสบกับอวัยวะต่างๆมาหลายร้อยปี แก้ไข้เพ้อคลั่ง แก้ไข้ร้อน แก้เสมหะ อายุเวทแนะนำให้กินผงขมิ้นละลายกับน้ำผึ้ง เป็นยาบำรุงปอด สมานแผลอักเสบในปอด หมอไทยต้มเป็นน้ำสมุนไพรรวม มีตะไคร้ หัวหอม ขมิ้น จิบอุ่นๆ หายไข้หวัดเร็วมาก(กระตุ้นภูมิคุ้มกัน)

อันดับที่ 3 : พริกไทย
ควรกินพริกไทยเป็นเครื่องเทศที่ปรุงในอาหาร เช่นข้าวต้ม แกงจืดต่างๆ ปริมาณพริกไทยที่มากเกินไปอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้อง แต่เป็นยากำจัดไขมันส่วนเกิน กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน (ยาลูกแปลกแม่จึงช่วยลดน้ำหนักได้ดี) สรรพคุณพริกไทย แก้เสมหะเฟื่อง รักษาโรคในทรวงอก ทานแล้วขับเสมหะ

อันดับที่ 2 : ขิง
รสเผ็ดร้อนมีนำมันหอมระเหยที่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจ ปอด ไล่เสมหะ ไล่ลม ให้ความอบอุ่นยามที่หนาวชื้น กลิ่นหอมทำให้หายใจสะดวก อายุรเวทให้กินน้ำขิงอุ่นๆผสมนมร้อนบำรุงร่างกายบำรุงปอด

อันดับที่ 1 : มะขามป้อม
ชาวอินเดียจัดให้มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่เกื้อหนุนความเยาว์วัย (ต้านชรา) ในคัมภีร์วรโยคสาร (คัมภีร์แพทย์โบราณ) มีกล่าวถึงสรรพคุณของ สมอไทย สมอเทศ และมะขามป้อม (ยาตรีผลามหาพิกัด)ไว้ว่า กินข้าวแล้วกินสมอ แลสมอนั้นบำรุงอินทรีย์ทั้งห้า ระงับเสมหะ รสขมสมอนั้นแก้เสมหะ มะขามป้อม บำบัดโทษทั้งปวง มีรสหวาน รสเย็น มีรสฝาด รสแห้ง จึงแก้เสมหะ มะขามป้อมนี้มีผลอันอุดมกว่าผลอื่นๆ

ทานอาหารเป็นยาครับ โดยเฉพาะมะขามป้อม ทานวันละ 2 ลูกจะดูอ่อนเยาว์ลงทุกๆปีนะครับ
ข้อมูลสุขภาพจาก - คลินิกสมุนไพรหมอศุภการแพทย์แผนไทย
http://www.senesouk.com/2016/09/5_14.html?m=1


read more

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

“รางวัลหมอไทยดีเด่นปี 59″ใช้สมุนไพร 5 ชนิดถอนพิษคุณไสยได้!!

  วันนี้ (31 ส.ค.) ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 “สมุนไพรไทย เศรษฐกิจไทย อนาคตไทย” พร้อมมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณและโล่รางวัลเชิดชูเกียรติหมอไทยดีเด่นแห่ง ชาติ พ.ศ. 2559 ให้แก่ นายชอย สุขพินิจ จ.สุรินทร์ อายุ 78 ปี ซึ่งมีความรู้ความชำนาญด้านการรักษากระดูกหัก อาการผิดสำแดง อาการพิษ มะเร็ง ริดสีดวง แมลงสัตว์กัดต่อย ถอนคุณไสยด้วย และรางวัลพื้นที่ต้นแบบดีเด่นแห่งชาติด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก ประจำปี 2559 มี 4 ประเภท โดยรางวัลชนะเลิศ ประเภทสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ เขตสุขภาพที่ 10 ประเภทโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ได้แก่ โรงพยาบาลอุดรธานี เขตสุขภาพที่ 8 ประเภทโรงพยาบาลชุมชน ได้แก่ โรงพยาบาลท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เขตสุขภาพที่ 11 และประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ได้แก่ รพ.สต.ท่าสะท้อน จ.สุราษฎร์ธานี เขตสุขภาพที่ 11 
http://pantip.com/topic/32404559
ด้าน นายชอย กล่าวว่า เรื่องไสยศาสตร์นั้นมีอยู่จริง โดยเฉพาะพื้นที่อีสานอย่างสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ซึ่งในการถอนพิษต้องมีการทำควบคู่หลายวิธี วิธีการหนึ่งคือการใช้สมุนไพรสด 5 ชนิด ประกอบด้วย กาสามปีกเล็ก กาสามปีกใหญ่ ต้นกระดูกอึ่ง ต้นโมกมัน และต้นหางหมาจอก นำมาต้มรวมกันให้ดื่มวันละ 3 เวลาก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น เพื่อให้อาเจียนออกมา หรือขับออกทางปัสสาวะ แล้วแต่คุณไสยที่โดนเข้าไป รับประทานไม่นานเพียงประมาณ 1 - 2 หม้อ ก็สามารถขับออกได้หมด อย่างไรก็ตาม การจะถอนพิษตรงนี้ได้ต้องมีการตรวจวิเคราะห์ก่อนว่าเป็นการโดนคุณไสยจริงหรือไม่ ส่วนการโดนพิษจากอย่างอื่น เช่น กินเห็ดพิษ แมลงกัด สัตว์ต่อย รวมถึงงูมีพิษ สามารถเอาสมุนไพรโลดทะนงฝนกับน้ำเปล่า 2 นาที หมดแดงฝนรวมไปอีก 2 นาที ดื่มเพื่อขับพิษที่ได้รับเข้าไปก็สามารถช่วยได้ ทั้งนี้ องค์ความรู้เหล่านี้ตนได้รับการถ่ายทอดมาพ่อ ปู่ และหลวงพ่อ ตั้งแต่ที่ตนอายุ 12 ปี ขณะนี้ก็เริ่มถ่ายทอดความรู้ต่อให้กับลูกและภรรยาด้วย 
http://www.thaijobsgov.com/jobs=74671

read more

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

“กระวาน” สมุนไพรกำจัดศัตรูพืชของดีสวนเกษตรอินทรีย์เมืองจันท์

 เดี๋ยวนี้คนทั่วไปมีความคุ้นเคยกับ “พืชผักไม้ผลปลอดสารพิษ” “เกษตรอินทรีย์” หรือ “เกษตรชีวภาพ” กันมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างแพงก็ยังนิยมซื้อมาบริโภค เพราะมั่นใจว่ามีความปลอดภัย ประกอบกับเริ่มหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น
 สำหรับการปลูกและการดูแลรักษา จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์แทนสารเคมี แต่ที่สวนเกษตรอินทรีย์ของ นายคำนึง ชนะสิทธิ์ จังหวัดจันทบุรี มีข้อแตกต่างจากสวนอื่น ๆ ตรงที่มีการนำพืชสมุนไพรมาปลูกผสมผสานในสวนไม้ผล เช่น กระวาน หน่อแดง เตยหอม ว่านสาวหลง ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ขมิ้นขาว กระชาย ตะไคร้หอม ไพล ฯลฯ เพื่อใช้ไล่แมลง ควบคุมความชื้นในดินและยังช่วยให้ต้นไม้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยทำการปลูกสมุนไพรไว้รอบ ๆ โคนต้น ซึ่งจะส่งกลิ่นไล่แมลงศัตรูพืชที่ออกทำลายและวางไข่ในช่วงกลางคืน
http://pantip.com/topic/30636209
“กระวาน เป็นพืชประจำท้องถิ่นจันทบุรี ลักษณะคล้ายต้นข่าแต่มีขนาดใหญ่กว่า ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ในป่าบนภูเขา ลูกกระวานใช้เป็นเครื่องเทศ ต้นอ่อนกับหน่ออ่อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้ มีสรรพคุณในการขับลม ช่วยย่อยและดับกลิ่นในอาหาร ที่สำคัญเวลาตัดต้นแก่ทิ้งไว้จะมีกลิ่นไล่แมลงได้ อันนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมเลิกใช้สารเคมีในการเกษตร ซึ่งเป็นผลดีต่อผมเองและสิ่งแวดล้อมด้วย รวมทั้งต้องการอนุรักษ์กระวานไว้เพราะกำลังจะสูญพันธุ์” เจ้าของสวนเกษตรอินทรีย์บอกเล่าคุณสมบัติของพืชสมุนไพรท้องถิ่น
คำนึงได้เล่าให้ฟังถึงการทำสวนเมื่อครั้งอดีตว่า เคยปลูกส้ม พริกไทย และเงาะมาก่อน ต่อมาในปี 2518-2520 จึงเริ่มปลูกทุเรียน ระยะแรกใช้สารเคมีทั้งปุ๋ย ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง จนกระทั่งปี 2540 สังเกตเห็นต้นทุเรียนป่าที่มีต้นกระวานอยู่ใกล้ ๆ ไม่ถูกแมลงรบกวนประกอบกับต้องการอนุรักษ์ต้นกระวานไว้ จึงทดลองนำมาปลูกในสวนทุเรียนประมาณ 2 ไร่
ปรากฏว่ากระวานตายหมดเพราะทนสารเคมีไม่ได้จึงลดการใช้สารเคมีลง ต่อมาพบว่าทุเรียน 2 ไร่ดังกล่าวไม่ถูกแมลงรบกวน จึงขยายพื้นที่ปลูกกระวานไล่แมลงให้ทุเรียนและเลิกใช้สารเคมีในที่สุด
สวนเกษตรอินทรีย์ของคำนึง นอกจากใช้กระวานไล่แมลงแล้ว เขายังสกัดสรรพคุณของ “ขมิ้นชัน” ออกมาพบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้และช่วยลดหนอนกัดกินใบลองกอง
คำนึงบอกว่า กระวานยังสร้างรายได้ให้กับชาวสวนได้อีกทาง “เมล็ดของกระวาน” มีราคา 150-200 บาท/กิโลกรัม ส่วนต้นอ่อนสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายรายการ และปัจจุบันเป็นที่นิยมของผู้มาเยี่ยมเยียนจังหวัดจันทบุรีโดยมีราคาขายหน่อละ 3 บาท ในแต่ละเดือนสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท
“ทั้งนี้โรคของทุเรียนส่วนใหญ่เกิดจากทางอากาศกับดิน เมื่อเราเน้นดูแลพื้นดินโดยใช้เป็นจุดสาธิตการเกษตร ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเข้ามาดูงานเป็นจำนวนมาก เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน ตามยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก
http://www.thaigreenagro.com/aticle.aspx?id=1387

read more

เพกา (ลิ้นฟ้า) ผักพื้นบ้านสุดมหัศจรย์ กับประโยชน์อีก 28 ข้อที่ไม่ควรพลาด

เพกา (ลิ้นฟ้า) มีสรรพคุณเป็นยา ตามตำรายาสมุนไพรนั้นเราจะใช้ส่วนต่างๆของต้นเพกาตั้งแต่ ราก เปลือกต้น ฝัก ใบ รวมไปถึงเมล็ด ซึ่งจัดเป็นสมุนไพร “เพกาทั้ง 5”

สรรพคุณของเพกา (ลิ้นฟ้า)

    1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเสื่อมของเซล์ต่างๆในร่างกาย

    2. ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย และช่วยชะลอวัย

    3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา

    4. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้

    5. เป็นยาบำรุงธาตุ

   6. ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ราก,ใบ)

    7. เป็นส่วนประกอบยาช่วยรักษาโรคเบาหวาน

    8. การรับประทานฝักเพาหรือยอดอ่อนเพกาจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้

    9. ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยขับเลือดดับพิษในโลหิต

    10. การกินฝักอ่อนของเพกาจะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้ร้อนใน

   11. ช่วยบรรเทาอาการปวดไข้ ด้วยการใช้ใบเพกาต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้ไข้เพื่อลม ช่วยแก้ละอองไข้ หรือโรคเยื่อเมือกในช่องจมูกอักเสบ

    12. ช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ ด้วยการใช้เมล็ดแก่เพกาประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่ในหม้อที่เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แล้วต้มไฟอ่อนๆ จนเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น จนกว่าอาการจะดีขึ้น (ฝัก อ่อน,เมล็ด)

   13. ช่วยขับเสมหะ ด้วยการใช้เมล็ดแก่เพกาประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่ในหม้อที่เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แล้วต้ม นำน้ำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น จนกว่าอาการจะดีขึ้น
http://pantip.com/topic/30636209
    14. ช่วยแก้อาเจียนไม่หยุด ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกาตำผสมกับน้ำส้มที่ได้จากรังมดแดงหรือเกลือสินเธาว์

    15. ช่วยเรียกน้ำย่อย (ราก) ช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก

    16. ช่วยบำรุงกระเพาะ ตับ และปอด

    17. ช่วยแก้อาการปวดท้อง ด้วยการใช้ใบเพกาต้มกับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการจุกเสียกแน่นท้อง (เปลือกต้น) ช่วยแก้โรคบิด (เปลือกต้น,ราก)ช่วยรักษาท้องร่วง

    18. ช่วยขับลมในลำไส้ ใช้เป็นยาขับถ่าย ช่วยระบายท้อง ช่วยในการขับผายลม

     19. ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เปลือกต้นเพการวมกับสมุนไพรชนิดอื่น (เปลือกต้น) ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย ทำให้น้ำเหลืองเป็นปกติ

      20. ช่วยรักษาอาการฟกช้ำ ปวดบวม อักเสบ ด้วยการใช้เปลือกต้นหรือรากเพกากับน้ำปูนใสทาลดบริเวณที่เป็น  ช่วยรักษาฝี ลดอาการปวดฝี ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาฝนแล้วทาบริเวณรอบๆบริเวณที่เป็นฝี ช่วยแก้อาการคัน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพการวมกับสมุนไพรชนิดอื่น

   21. ใช้เป็นยาแก้พิษหมาบ้ากัด ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกานำมาตำแล้วพอกบริเวณที่ถูกกัด

    22. ช่วยแก้โรคงูสวัด ด้วยการใช้ เปลือกต้นเพกา เปลือกคูณ รากต้นหมูหนุน นำมาฝนใส่น้ำทาบริเวณที่เป็น จะช่วยให้หายเร็วขึ้น

    23. เปลือกต้นมีสารสกัดฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการบีบตัวของกล้ามเนื้อ

    24. แก้โรคไส้เลื่อน  ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย หญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันให้ละเอียด แล้วนะไปละลายกับน้ำข้าวเช็ด ใช้ขนไก่ชุบพาด นำมาทาลูกอัณฑะ ให้ทาขึ้นอย่าทาลง

   25. ช่วยแก้โรคมานน้ำ หรือภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก เปลือกต้นผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น

    26. ช่วยขับน้ำคาวปลา ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น

    27. ประโยชน์เพกาฝักอ่อนใช้รับประทานเป็นผัก

    28. ประโยชน์ของเพกา เปลือกของลำต้นนำมาใช้ทำสีย้อมผ้า ซึ่งให้สีเขียวอ่อน

   สิ่งที่ควรระวัง

    หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานฝักอ่อนของเพกา เพราะอาจทำให้แท้งบุตรได้ เนื่องจากฝักของเพกามีฤทธิ์ร้อนมาก !

   สารเคมีที่พบในเพกา

     ราก มี D-Galatose, Baicalein, Sitosterols

     แก่น มี Prunetin, B- sitosterols

     ใบ มี Aloe emodin

     เปลือก มี Baicalein, Chrysin, 6-Methylbaicalein

อ้างอิงจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
http://www.senesouk.com/2016/08/28.html

read more

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ฮือฮา!!! มอ.หาดใหญ่ พบ “ใบชะมวง” มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง นับเป็นรายแรกของโลก

รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ พาณิชยปการนันท์ ผอ.สถานวิจัยยาสมุนไพรและเทคโนโลยีชีวภาพทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (มอ.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายอภิรักษ์ สกุลปักษ์ นักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัยคุณสมบัติมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและต้านแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารจาก “ใบชะมวง” 
http://pantip.com/topic/30636209
ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากใช้เวลาศึกษาค้นคว้านานกว่า 2 ปี ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Food Chemistry ซึ่งเป็นวารสารที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการอย่างกว้างขวางสำหรับการวิจัยดังกล่าว ได้เก็บรวบรวมผักพื้นบ้านจำนวน 22 ชนิด มาทำการสกัดและทดสอบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helicobacier pylori ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารได้หรือไม่ โดยพบว่า”ชะมวง”เป็นพืชที่ออกฤทธิ์ดีที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง จึงได้นำมาแยกสารที่ต้องการจนสามารถได้สารซึ่งมีฤทธิ์ในระดับดีมาก เป็นสารที่มีค่าความเข้มข้นต่ำที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ หรือ MIC ประมาณ 7.8 ไมโครกรัมต่อมิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นสารตัวใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบที่ไหนมาก่อน โดยตั้งชื่อว่า “ชะมวงโอน” (Chamuangone) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการค้นพบในประเทศไทย
http://cn.sayhibeauty.com/29571/

read more

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

7 ประโยชน์ขั้นเทพของ “กระเจี๊ยบเขียว” ที่คุณอาจไม่รู้

ถ้าจะบอกว่าชาวญี่ปุ่นนิยมทานกระเจี๊ยบเขียวมาก ทุกคนจะเชื่อหรือเปล่าคะ? ทานสดๆ นำไปประกอบอาหารต่างๆ สารพัดเมนูอีกต่างหาก ขนาดไปเวียดนาม ที่นั่นยังเสิร์ฟกระเจี๊ยบเขียวให้มาย่างทานกันสดๆ อีกด้วย ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดี แต่เป็นเพราะสรรพคุณเจ๋งๆ ของกระเจ๊ยบเขียวนี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครก็หามาทานกันมากมาย จะมีประโยชน์ในด้านใดบ้าง มาดูกันค่ะ
http://pantip.com/topic/30636209
ประโยชน์ขั้นเทพของ “กระเจี๊ยบเขียว”

1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก
2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย
3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย
4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้
5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้
7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว
สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้ค่ะ
http://www.topicza.com/news12607.html?f=4387

read more

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

6 วิธี ฟื้นฟู ‘ตับ’

 ตับเป็นอวัยวะสำคัญมากต่อร่างกาย เปรียบเสมือนโรงงานกำจัดขยะ
 ที่จะคอยกำจัดสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น
 ตับยังเป็นแหล่งสังเคราะห์พลังงานต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ เช่น โปรตีน น้ำตาล
 รู้หรือไม่ ‘ตับ’ สามารถฟื้นฟูตัวมันเองได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณไม่ทำร้ายมันเพิ่ม และดูแลมันให้ดี เซลล์ที่เคยอ่อนแอ ก็จะกลับมาแข็งแรงได้ดังเดิม เรามีเคล็ดลับในการดูแลและฟื้นฟูตับของเราให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ด้วยวิธีต่อไปนี้
http://pantip.com/topic/30636209
1.เลิกดื่มเหล้าและแอลกอฮอล์ทุกชนิดที่เป็นตัวบ่อนทำลายตับ แค่คุณ “พักตับ” เลิกดื่ม ก็ช่วยให้ตับไม่ต้องทำงานหนักและฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว

2.เข้านอนตั้งแต่ 22.00 น. เพราะในช่วงเวลา 22.00-2.00 น. เป็นช่วงที่ตับจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด

3.ไม่ควรทานยาหากไม่จำเป็น เพราะยาเป็นสิ่งที่ทำลายตับโดยตรง

4.ขับถ่ายให้เป็นเวลา เพราะอาการท้องผูกจะทำให้ตับทำงานมากขึ้น

5.ไม่ควรทานอาหารที่ปรุงแต่ง เช่น ใส่สีผสมอาหาร ใส่วัตถุกันเสีย และน้ำตาลเทียม

6.อย่าปล่อยให้เกิดโรคอ้วน และอย่ากินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูงในปริมาณมาก เพราะอาจจะเสี่ยงเป็นไขมันแทรกในตับได้

 เพราะตับของเรามีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ได้มีอะไหล่สำรอง
 ที่เมื่อเสียไปก็เปลี่ยนได้ ดังนั้นมาถนอมรักษาให้ตับอยู่กับเราไปนานๆ
 ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มตอนไหน ในช่วง 3 เดือน เข้าพรรษานี้ ให้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการ
 "ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์" มาดูแล พักรักษา ฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของตับกันดีกว่า
 เริ่ม “พักตับ” งดเหล้าครบพรรษา เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรักไปพร้อมกัน...
https://plus.google.com/u/0/+%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD/posts/98rC1UXoD8u?pid=6320315970391540082&oid=100032777203668392981&authkey=CL37je65l4CZMQ

read more

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

น้ำขิง ประโยชน์แจ่มจริง ๆ ดื่มทุกวันยิ่งดีเลย

  น้ำขิง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกชนิดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะประโยชน์ของขิงเด็ดดวงจริง ๆ ยิ่งดื่มเป็นประจำจะช่วยแก้ได้หลายอาการเลย
   
          ขิงเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ที่บ้านเราใช้ทั้งทำอาหาร ใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร หรือนำมาทำเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายก็ได้ และหากใครกำลังมองหาเครื่องดื่มที่จะช่วยเพิ่มความเฮลธ์ตี้ได้อย่างเต็มที่ แนะนำเป็นน้ำขิงแก้วนี้นี่ล่ะค่ะ เพราะขิงมีสรรพคุณแจ่ม ๆ ตามนี้เลยนะ รู้ยัง ?

1. ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืด
   
          สารประกอบฟีโนลิกในขิงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำไส้ พร้อมทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ขิงยังมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้อย่างอ่อน ส่งผลให้อาการท้องอืด แน่นท้อง และอาการท้องเฟ้อบรรเทาลงได้

2. บรรเทาอาการคลื่นไส้
   
          ฤทธิ์ร้อนของขิงเป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ที่เกิดจากความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่ได้รับสารเคมีหรืออาหารแสลงบางอย่างมา นอกจากนี้ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Support Care Cancer เมื่อปี 2012 ยังบอกด้วยว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันจะสามารถลดอาการคลื่นไส้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้ด้วยนะคะ

3. ช่วยลดน้ำหนัก
   
          ผลการศึกษาของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Pharmaceutical Society of Japan ในปี 2008 พบว่า ขิงมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติ จึงมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้น้ำขิงอุ่น ๆ ยังสามารถช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก รวมทั้งลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นสาเหตุของความเครียด อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายบริโภคไขมันมากขึ้นจนทำให้น้ำหนักขึ้นได้อีกด้วย
http://pantip.com/topic/30636209
4. ฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย
   
          จากการทดลองน้ำที่ได้จากการแช่ขิงพบว่า น้ำขิงสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสารจิงเกอร์รอลในขิงยังมีอานุภาพมากพอจะลดโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ของร่างกายได้โดยเฉพาะหากเราดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวัน สารจิงเกอร์รอลจะต่อสู้กับเชื้อไวรัสโรคหวัดและอาการไข้ได้อย่างเต็มที่ เราก็จะมีสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคหวัดได้ง่าย ๆ

5. บำรุงรักษาสุขภาพช่องปาก
   
          สารจิงเกอร์รอลของขิงยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปากด้วยนะคะ โดยมีส่วนช่วยกำจัดเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบและคราบพลัคในช่องปากเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเชียวล่ะ

6.  ช่วยลดอาการอักเสบ
   
          ขิงอุดมไปด้วยสารต้านการอักเสบ และสารต้านอนุมูลอิสระก็ค่อนข้างสูงนอกจากนี้ในขิงยังมีสารจิงเกอร์รอล (Gingerol) ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงกว่าแอสไพริน และยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบภายในร่างกาย ดังนั้นหากดื่มน้ำขิงเป็นประจำ ก็จะช่วยป้องกันการอักเสบในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

7. เป็นยาลดปวด
   
          อย่างที่บอกว่าสารจิงเกอร์รอลมีฤทธิ์แรงกว่ายาแอสไพรินซะอีก ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาจาก University of Georgia ที่พบว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันมีส่วนช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกายได้ราว ๆ 25% เลยจ้า

8. แก้ปวดประจำเดือน
   
          คุณสมบัติข้อนี้ของขิงเป็นสิ่งที่สาว ๆ ทุกคนคู่ควรอย่างแรง โดยผลการศึกษาจาก University of Georgia พบว่า นอกจากขิงจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวได้แล้ว น้ำขิงยังมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้ราว ๆ 47% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการท้องเสียที่สาว ๆ บางคนอาจจะเป็นระหว่างวันแดงเดือดได้ด้วยนะจ๊ะ

9.  ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
   
          การศึกษาใน British Journal of Nutrition ระบุว่า น้ำขิงมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งในน้ำขิงยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และยังมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่จะชวยลดโอกาสเกิดเซลล์มะเร็งร้ายได้

          เห็นไหมล่ะว่าการดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันมันดียังไง และหากใครยังคิดไม่ออกว่าจะดื่มน้ำขิงทุกวันแบบไหนให้ไม่น่าเบื่อ วันนี้เราก็มีเมนูน้ำขิงมาให้เลือกกันตรงนี้เลย

          - น้ำขิงมะนาว สูตรนี้ได้คุณค่าจากสมุนไพรคูณสอง !
          - น้ำขิงมะนาวโซดา เรียกคืนความสดชื่นให้ร่างกาย
          - น้ำขิงปั่นตะไคร้หอม ดื่มเพลิน ๆ แก้จุกเสียด
          - บัวลอยน้ำขิง ของหวานเพื่อสุขภาพ เสิร์ฟร้อน ๆ
http://www.topicza.com/news11700.html?f=2745

read more

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สูตรเครื่องดื่มน้ำผลไม้-รักษาโรคไซนัสอักเสบ

สูตรรักษาโรค "บำบัดโรคไซนัสอักเสบ"
ส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพ สูตรรักษาโรค "บำบัดโรคไซนัสอักเสบ" ประกอบด้วย
• แคร์รอต 175 กรัม
• แรดิช 100 กรัม ใช้ยอดและใบด้วย
• ขิงหั่นท่อน 2.5 ซม.
ให้คุณค่าทางโภชนาการ
• พลังงาน 115 กิโลแคลอรี
• วิตามินเอ 49,233 หน่วยสากล
• วิตามินซี 40 มิลลิกรัม
• ซีลีเนียม 2 ไมโครกรัม
• สังกะสี 1 มิลลิกรัม
http://pantip.com/topic/30636209
วิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพ สูตรรักษาโรค "บำบัดโรคไซนัสอักเสบ"
• คั้นน้ำแคร์รอต แรดิช และขิง ด้วยเครื่องสกัดแยกกาก
• นำมาผสมรวมกัน เสิร์ฟเครื่องดื่มผสมน้ำแข็ง ตกแต่งตามใจชอบ ด้วยแรดิชฝานบาง ๆ
• เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพส่วนนี้เตรียมได้ประมาณ 200 มิลลิลิตร (7 oz)
•Health Tips•
สูตรและวิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพ
สูตรรักษาโรค "บำบัดโรคไซนัสอักเสบ"
เครื่องดื่มนี้ช่วยบรรเทาอาการไซนัสอักเสบ... "ไซนัส" คือโพรงอาการในกระดูกส่วนใบหน้า ซึ่งมีช่องติดต่อกับช่องจมูก เมื่อไซนัสอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ฝุ่นละอองและเกษรดอกไม้ อาหารจากผลิตภัณฑ์นมและข้าวสาลี ซึ่งจะกระตุ้นการสร้างน้ำมูกและเสมหะ ควรงดเว้นชัวคราว น้ำแรดิชรสเข็มไม่เหมาะกับการดื่มเพียว ๆ เมื่อนำมาผสมกับน้ำแคร์รอตจะลดการระคายเคืองเยื่อบุจมูกและชำระล้างมูก

•Health Note•
• "แคร์รอต" ในท้องตลาดมีทั้งที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน และของไทยที่ปลูกเอง โดยแคร์รอตออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะมีราคาสูงกว่าแคร์รอตไทยและจีนมาก
• แคร์รอต มีสารอาหารมากมายทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสและเบตาแคโรทีน
• แคร์รอต มีคุณประโยชน์ในการล้างพิษ บำรุงตับและระบบย่อยอาหาร บำรุงไต ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย
• การเลือกซื้อแคร์รอต ให้ดูหัวที่ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป ถ้าหัวใหญ่เกินไปรสชาติจะไม่อร่อย แต่ถ้าหัวเล็กเกินไปจะเป็นแคร์รอตที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ปริมาณแร่ธาตุจะน้อย ควรเลือกหัวขนาดกลาง ๆ ผิวไม่แตก ไม่มีรอยเน่าช้ำ และหัวต้องมีสีส้มแดงสด เพราะจะมีสารเบต้าแคโรทีนมากกว่าหัวที่มีสีส้มจาง
♦เรียบเรียง
สูตรและวิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพ
สูตรรักษาโรค "บำบัดโรคไซนัสอักเสบ
โดยกองบรรณาธิการ
https://plus.google.com/u/0/116739025504515805860/posts/TdCRsywzAAg?pid=6319299967937637554&oid=116739025504515805860

read more

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เก๋ากี้ ประโยชน์และสรรพคุณของเก๋ากี้

เก๋ากี้” สุดยอดสมุนไพรยืดอายุ
มีใครเคยทราบบ้างมั้ยว่าทำไมชาวจีนโบราณส่วนใหญ่จึงมีอายุยืน เพราะมียาอายุวัฒนะหรือ? คำตอบนั้นแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเคล็ด (ไม่) ลับอย่างหนึ่งจะมาจากสมุนไพรเม็ดเล็กๆ หรือผลไม้อบแห้งเม็ดสีแดงๆ ที่ชาวจีนมักใส่รวมกับเครื่องตุ๋นยาจีน นั่นก็คือเก๋ากี้นั่นเอง “เก๋ากี้” หรือ “ฮ่วยกี้” ที่เรารู้จักกันดีในนาม “โกจิเบอร์รี” เห็นเม็ดจิ๋วๆ อย่างนี้ แต่คุณประโยชน์มากมายเอ่อล้นเมล็ดเชียวล่ะ ซึ่งชาวจีนถือว่าสิ่งนี้เป็นยาอายุวัฒนะระดับต้นๆ เลยทีเดียว
เก๋ากี้คืออะไร
เก๋ากี้ (Goji berry) หรือ Lycium Barbarum นั้นเป็นเม็ดเล็กๆ สีแดง อยู่ในตระกูลเดียวกันกับเบอร์รี โดยชาวจีนนิยมรับประทานตุ๋นร่วมกับยาจีนถือเป็นยาบำรุงชั้นเยี่ยมที่มีค่า ORAC ที่สามารถดูดซับอนุมูลอิสระในออกซิเจนได้ถึง 25,300 unite ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาในร่างกายเราเองหรืออาจเกิดจากปัจจัยภายนอกอย่างควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือควันจากบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมในร่างกาย ทั้งความชราก่อนวัยอันควร หรือโรคมะเร็งต่างๆ
ในเก๋ากี้นั้นมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงกว่าในพืชทั่วๆ ไป เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยให้เม็ดเลือดแดงไม่ถูกอนุมูลอิสระทำลาย ซึ่งเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่สตรีชาวจีนชนชั้นสูงรับประทานเก๋ากี้เพื่อความงามและอ่อนเยาว์ ซึ่งไม่แปลกเลยเพราะในเก๋ากี้นั้นมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 500 เท่า มีเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอท อีกทั้งยังมีใยอาหารถึงร้อยละ 20 และมีแคลเซียมสูงกว่าในผักบร็อกโคลี นอกจากนี้ยังมีเหล็ก ทองแดง วิตามินเอ วิตามินบี 2 ฟอสฟอรัส สังกะสี เจอร์มาเนียม เซเลเนียม เป็นต้น
ลักษณะทั่วไปของเก๋ากี้
เก๋ากี้นั้นจัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับพวกพริก มะเขือเทศ หรือมันฝรั่ง ผลแห้งคล้ายลูกเกด มีสีแดง รสชาติไม่หวานเท่าลูกเกด แต่ก็ไม่เปรี้ยวเหมือนแคนเบอร์รี ลำต้นมีความสูงประมาณ 12 ฟุต ต้นเก๋ากี้นั้นแม้จะอยู่ในสภาพอากาศที่เลวร้ายก็ยังคงสามารถมีอายุยืนได้เป็นร้อยปีเลยทีเดียว โดยมีสายพันธุ์ต่างๆ มากถึง 41 ชนิดเลยทีเดียวที่ปลูกในทิเบต และด้วยความที่มีคุณประโยชน์และสารอาหารมากมายของเก๋ากี้นี้ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกจนถึงกับได้รับฉายาว่า “เก๋ากี้…สมุนไพรเพื่อความมีอายุยืนยาว”
http://pantip.com/topic/30636209
ประโยชน์และสรรพคุณของเก๋ากี้
ในเก๋ากี้เม็ดเล็กๆ นี้ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนถึง 19 ชนิด ได้แก่ เหล็ก ทองแดง แคลเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม เจอร์มาเนียม เป็นต้น โดยสารเจอร์มาเนียมจะอยู่ในสภาพอินทรีย์ทำให้ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างดี นอกจากนี้ในเก๋ากี้ยังมีประโยชน์ที่ร่างกายเราต้องการอยู่มากมายดังนี้
- ช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น บำรุงร่างกายให้แข็งแรง
- แก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
- ช่วยให้หัวใจแข็งแรงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- ช่วยเพิ่มฮอร์โมนเทสโตสเทอโรนในเลือดทำให้ไม่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
- ช่วยบำรุงสายตา
- ช่วยให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง
- แก้โรคอัลไซเมอร์
- เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานดีขึ้น
- ช่วยในการต้านมะเร็ง และหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
- ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
- ลดความดันโลหิต ไขมันในเลือดไม่อุดตัน
- ช่วยบรรเทาโรคไทรอยด์
- ช่วยให้ตับทำงานอย่างปกติ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในเก๋ากี้เม็ดเล็กๆ นี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายเลยทีเดียว สมกับที่ได้ฉายาว่าเป็นยาอายุวัฒนะจริงๆ ถึงเม็ดจะจิ๋ว…แต่ประโยชน์ไม่จิ๋วตามเลย…
ข้อมูลจาก:เกร็ดความรู้.net
https://www.facebook.com/460987094057782/photos/a.543253509164473.1073741829.460987094057782/661728980650258/?type=3&theater

read more

เปลือกส้มและมะนาว กับประโยชน์น่ารู้คู่บ้าน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

            ประโยชน์ของเปลือกส้มและเปลือกมะนาว ที่สามารถเอามาใช้ในบ้านได้ อยากรู้ว่าเปลือกส้มและเปลือกมะนาวมีประโยชน์อะไรบ้าง มาอ่านกัน

            ผลไม้บางชนิดที่มีเปลือก เวลาจะรับประทานก็ต้องปอกเปลือกทิ้งก่อน เพื่อให้รับประทานได้อย่างสะดวก แต่เปลือกที่ปอกออกไปนั้นอย่าเพิ่งนำไปทิ้งนะคะ เพราะยังนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีก โดยเฉพาะเปลือกผลไม้ประเภทส้มและมะนาว ว่าแต่จะนำไปทำประโยชน์อะไรได้อีกบ้าง ลองไปดูกันเลยค่ะ

            เปลือกของส้ม ส้มโอ มะนาว และผลไม้ตระกูลไซตรัส ที่ถูกปอกออกมาแล้ว ก่อนที่จะนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นต่อไปนั้น ควรมีการทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการล้างสารเคมี หรือคราบต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนผิวเปลือกออกไปให้หมด จากนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

เปลือกมะนาว

             ใช้ขัดถูตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเวลาอาบน้ำ ช่วยขจัดคราบไคล ทำให้ร่างกายสะอาด หอมสดชื่น

             ใส่เปลือกมะนาวลงในน้ำชา เพื่อเพิ่มรสชาติให้
ใช้ใส่ในไก่ย่าง เพื่อเพิ่มกลิ่น และรสชาติให้น่ารับประทาน
http://pantip.com/topic/30636209

เปลือกส้ม

             ใช้เพิ่มความนุ่มนวลให้น้ำตาลทรายแดง โดยนำไปใส่ไว้ในโหลน้ำตาลทรายแดง

             ใช้เป็นเครื่องปรุงในเครื่องดื่มประเภทค็อกเทล

             ใช้ทำแยม นอกจากเนื้อส้มแล้วเปลือกส้มก็ยังนำไปทำเป็นแยมได้อีก

             เพิ่มความสดชื่นให้ถุงเท้า ชุดชั้นใน โดยทำให้แห้ง แล้วบรรจุใส่ในซองหรือถุง เจาะรูให้ระบายกลิ่นออกมา แล้วนำไปวางไว้ตามตู้, ลิ้นชัก

             ใช้ทำเป็นปุ๋ยได้ โดยนำไปวางกองกันไว้ตามบริเวณต้นไม้ แล้วปล่อยให้ย่อยสลายลงดินไปเอง

             นำไปขัดถูพื้นรองเท้า เพื่อขจัดคราบน้ำมันต่าง ๆ

             ใช้ถูที่ผิวกาย เพื่อไล่แมลงที่มารบกวนในตอนกลางคืนได้


เปลือกส้มโอ

             นำเปลือกส้มโอที่ผ่านการต้มแล้ว มาใช้ขัดถูภาชนะประเภทอะลูมิเนียม เช่น ตะหลิว ทัพพี จะทำให้ภาชนะเหล่านี้เงางามเหมือนใหม่

             ใช้กลั่นทำเป็นน้ำหอม

             นำมาทำแยม หรือขนมเปลือกส้ม และเปลือกมะนาว ที่เกือบจะโยนทิ้งกลายเป็นขยะไปแล้วนั้น ยังนำกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกมากมาย ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าจริง ๆ เพราะทำได้เองแบบง่าย ๆ แถมช่วยประหยัดเงินได้ด้วย 
http://home.kapook.com/view101731.html

read more

กินกระเทียมอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด กินกระเทียมให้เป็นยา

การกินกระเทียมเป็นยาต้องใช้กระเทียมดิบ สดและใหม่ ไม่ควรเคี้ยวเพราะจะร้อน หรือไม่ควรกลืนทั้งกลีบ เพราะจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มีบริษัทบางแห่งนำกระเทียมไปทำให้แห้งแล้วป่นเป็นผงอัดเม็ด หรือใส่แคปซูลแล้วนำไปรับประทาน ประโยชน์นั้นคงไม่อาจเทียบกระเทียมสดได้ เพราะจากการทดลองพบว่าสาร allicin ในกระเทียมออกฤทธิ์เมื่อเนื้อกระเทียมถูกทำลาย

ตัวอย่างการนำไปใช้ประโยชน์

-กระเทียมแก้ปวดฟัน
ก็ให้นำหัวกระเทียม 1 กลีบ ปอกเปลือกออกแล้วนำมาตำจนละเอียด ขณะที่ตำให้ใส่เหลือไปด้วยสักเล็กน้อย แล้วนำไปพอกหรืออุดไว้บริเวณฟันที่ปวด

-รักษากลาก เกลื้อน
ก็ให้ใช้ใบมีดขูดผิวหนังบริเวณที่เป็นกลาก เกลื้อนจนมีเลือดซึมก่อน หลังจากนั้นให้นำหัวกระเทียม 1 กลีบ ปอกเปลือก แล้วใช้มีดตัดให้เป็นแว่น จากนั้นนำไปทาถูบริเวณผิวหนังที่เป็นกลาก เกลื้อน วันละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้นจนหายไป
http://pantip.com/topic/30636209
-แก้อาการจุดเสียดแน่นเฟ้อ
ก็นำหัวกระเทียม 5-7 กลีบ ปอกเปลือก นำมาตำให้ละเอียด แล้วเติมน้ำส้มสายชูลงไปประมาณ 30 ซีซี. หรือ 2 ช้อนโต๊ะ ปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือเกลือเล็กน้อย เพื่อให้รับประทานง่าย ใช้รับประทานหลังอาหาร

-บิด
ก็นำหัวกระเทียม 12-15 กลีบ ปอกเปลือก รับประทานดิบๆ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารอาจใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลอ้อย ช่วยกลบรสเผ็ดของกระเทียมก็ได้

-รักษาแผลที่เน่าเปื่อยและเป็นหนอง
ให้นำหัวกระเทียม 1 หัว มาปอกเปลือกแล้วตำให้ละเอียด พอกบริเวณที่เป็นแผล โดยพอกทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที จึงเอาออกแล้วทำความสะอาดแผลหรือจะนำกระเทียมที่ตำแล้วไปแช่ในน้ำอุ่นและปิดฝาทิ้งเอาไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จึงกรองเอาน้ำมาใช้ล้างแผล ก็ได้ผลดีเช่นกัน

-ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตหรือเพื่อรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบตัน ก็ให้กินกระเทียมสดครั้งละ 5 กรัม โดยสับหรือบดตวงได้ราว 1 ช้อนชาพูน กินพร้อมอาหารวันละ 3 เวลา อย่ากินกระเทียมตอนท้องว่าง เพราะจะระคายเคืองต่อกระเพาะ ลำไส้

-ในกรณีต้องการกินเป็นประจำ เพื่อป้องกันเบาหวาน และขจัดพิษสารตะกั่วให้ใช้กระเทียมกลีบใหญ่ ๆ เพียง 3 กลีบ ทุบให้แตก กลืนกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ทุก ๆ เช้าหลังตื่นนอน น้ำอุ่นจะช่วยไม่ให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะ
https://plus.google.com/u/0/107826646780188892807/posts/688wNS5Phdc?pid=6318598567341211010&oid=107826646780188892807

read more